ปาฏิหารย์ แมนฯยู บาร์ซ่า จบไปแล้วสำหรับเกมนัดแรกแห่งความหวัง ของแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับการเปิดบ้านชน บาร์เซโลน่า ด้วยความหวังจากเกมที่เคยเอาชนะ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ได้อย่างปาฏิหารย์

สุดท้ายผลออกมาที่สกอร์ 0-1 ทำให้ยังถือว่าได้ลุ้นกันต่อในเลกสองที่ คัมป์ นู ถ้ามองกันแค่สกอร์ที่ออกมา…

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พบ บาร์เซโลน่า

แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่แบบนั้นเลย!! สถิติที่ออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการครองบอล, เปอร์เซนต์จ่ายบอลสำเร็จ หรือโอกาสยิงประตู ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นรองแบบสุดๆ หลายๆ คนอาจจะมองว่า แมนฯ ยูไนเต็ด เล่นดีนะ ทำได้ถึงขนาดนี้ และยังสามารถหยุด ลิโอเนล เมสซี่ เอาไว้ได้

โอกาสเหน่งๆ ของคู่แข่งก็มีไม่กี่ครั้ง ดาบิด เด เคอา ก็ไม่ได้ออกแรงอะไรมาก แต่ถ้าได้ดูเกมของ บาร์ซ่า มาตลอด ทั้งเกมลีก หรือเกม แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเห็นได้ว่าแท็กติกของ หลุยส์ ซัวเรซ มักจะเน้นประคองเพื่อผลการแข่งขัน ในการเล่นเกมเยือนอยู่แล้ว ก่อนที่จะไปเน้นหนักในบ้าน

เกมนี้ก็เช่นกัน ยิ่งพวกเขาได้ประตูนำตั้งแต่นาทีที่ 12 จากลูกโหม่งของ หลุยส์ ซัวเรซ ไปแฉลบไหล่ของ ลุค ชอว์ เข้าประตูตัวเอง ทำให้พวกเขาได้ประตูที่ตัวเองต้องการ ช่วงเวลาที่เหลือก็ประคองตัว แพ็คเกมรับเล่นกันง่ายขึ้น แมนฯ ยูไนเต็ด เลยได้โอกาสที่มากขึ้นกว่าเดิมนั่นเอง

ลูกโหม่ง หลุยส์ ซัวเรซ

ฉะนั้นผมขอมองต่าง และกล้ายืนยันว่าเกมนี้ “ขาด” ตั้งแต่เริ่มแรกแล้ว เพียงแต่สกอร์ที่ออกมา มันทำให้ดูสูสีเท่านั้นเอง ลองคิดดูว่าถ้า แมนฯ ยูไนเต็ด ตีเสมอได้ขึ้นมา เชื่อว่า “เจ้าบุญทุ่ม” ก็จะเร่งเกมมากขึ้น และเราจะได้เห็นโอกาสที่มากขึ้นของพวกเขาเช่นกัน เช่นเดียวกับผลงานของ ลิโอเนล เมสซี่ ที่ดูจะไม่ค่อยมีบทบาทในเกมนี้สักเท่าไหร่

โดยเฉพาะช่วงหลังจากที่เขาถูก คริส สมอลลิ่ง เข้าอัดจากด้านหลังแล้วโดนแขนจนทำให้เลือดกำเดาออก แต่นั่นก็มาจากสถานการณ์ของทีม ที่กำลังมีสกอร์นำอยู่ ถ้าผมเป็น เมสซี่ ก็จะทำแบบเดียวกัน คือถ้าเจออะไรที่ทำให้ตัวเองเลือดตกยางออก หลังจากนั้นก็ไม่ควรเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยง ในเมื่อทีมก็กำลังได้เปรียบเรื่องสกอร์ จะเอาตัวไปแลกให้เกิดอาการบาดเจ็บทำไม

เมสซี่ ได้รับบาดเจ็บ

ถ้าพูดกันแบบตลกๆ คือ “นักเตะ แมนฯ ยูไนเต็ด มันเข้าบอลกันมั่วขนาดนี้ อย่าเอาตัวเองไปเสี่ยงมากมายเลย” ย้ำอีกครั้งว่าพูดกันแบบตลกๆ นี่ขนาด บาร์เซโลน่า เล่นประคองเน้นผลการแข่งขัน สถิติที่ออกมายังเป็นพวกเขาที่เหนือกว่า ครองบอลได้ถึง 62% ส่วนเจ้าบ้านครองบอลไปแค่ 38% เท่านั้น

สถิติครองบอล

เรื่องของการจ่ายบอลก็เช่นกัน ผู้มาเยือนมีโอกาสจ่าย 807 ครั้ง สำเร็จ 740 ครั้ง คิดเป็น 92% ขณะที่ แมนฯ ยูไนเต็ด จ่ายไปเพียง 411 ครั้ง เข้าเป้า 334 ครั้งเท่านั้นเอง มันแสดงให้เห็นว่าขนาดพวกเขาเล่นผ่อนเกมขนาดนี้ ยังดูดีกว่าเจ้าถิ่น เปิดโอกาสให้เจ้าถิ่นมากมาย

แต่กลับไม่ได้เหนื่อยอะไรขนาดนั้น สถิติที่น่าขำอีกอย่างคือ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้โอกาสยิง 10 หน หลุดกรอบ 7 ติดบล็อกอีก 3 นั่นหมายความว่าไม่เข้ากรอบเลย เป็นครั้งแรกของ ยูไนเต็ด ที่เจอกับสถิติอันย่ำแย่แบบนี้ นับตั้งแต่ปี 2005 ในเกมบุกแพ้ เอซี มิลาน

สถิติโอกาสยิง

ขณะที่ บาร์ซ่า โอกาสยิงน้อยกว่าถึงครึ่ง คือ 5 ครั้ง แต่เป็นการเข้ากรอบ 3 ไม่เข้ากรอบ 2 คุณภาพต่างกว่ากันเยอะ นี่เป็นเหตุผลว่าทั้งหมดทั้งมวล ทำไมผมถึงมองว่า บาร์เซโลน่า ใช้แรงไปเพียง 60-70 เปอร์เซนต์ ในเกมนี้ และยังมองว่าเกมนี้ค่อนข้าง ขาด เลยทีเดียว แต่อย่างน้อย ถ้ามองในแง่ดี “ปีศาจแดง” โดนไปเพียงลูกเดียว ซึ่ง หลังเกม บาร์ซ่า มีข่าวตีท้ายครัวแมนยูในการฉกแรซฟอร์ด 

ทำให้เกมหน้าอะไรก็เกิดขึ้นได้ สิ่งที่เป็นแง่ดีอีก นั่นคือเกมนี้ ถือว่านักเตะของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ทำผลงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะในแง่ของความทุ่มเท และความพยายาม ถ้าเทียบกับเกมที่พ่าย วูล์ฟ 1-2 ถือว่าดีขึ้นอย่างชัดเจน นักเตะ “ปีศาจแดง” พยายามที่จะเพรสซิ่งใส่คู่แข่ง วิ่งไล่บอลเข้าสกัด มากกว่าเกมนัดที่แล้วเยอะเลย และก็ได้พบกับฟอร์มที่ยอดเยี่ยมของ สกอตต์ แม็คโทมิเนย์ อีกครั้ง…

ฟอร์มยอดเยี่ยม สกอตต์ แม็คโทมิเนย์

นักเตะคนนี้ทำผลงานได้อย่างดี ขยันทุ่มเท มีความจัดจ้านในเรื่องพละกำลัง สามารถป่วนเกมของ บาร์เซโลน่า ได้พอสมควร และสามารถช่วยเกมได้ทั้งรับและรุก ถือว่ามีประโยชน์กว่า เนมานย่า มาติช เยอะเลยทีเดียว อีกคนที่น่าประทับใจก็คือ เฟร็ด เป็นอีกหนึ่งเกมที่เจ้าตัวเล่นได้ดี และไม่ก่อความผิดพลาดแบบน่าเขกกระโหลก  เป็นอีกครั้งที่เขาทำผลงานใน แขมเปี้ยนส์ ลีก ได้โดดเด่นกว่า เวลาลงสนาม ใน พรีเมียร์ลีก

นั่นก็เป็นเพราะจังหวะเกมที่ต่างกัน ทั้งหมดทั้งมวล ไม่ว่าสุดท้ายเกมนี้มันจะขาดมากขนาดไหน แต่ด้วยผลที่ออกมากับสกอร์ 0-1 ทำให้ “ปีศาจแดง” ยังคงมีความหวังในเกมเลกสอง แม้ว่า บาร์เซโลน่า จะมีผลงานการเล่นในบ้านที่ดีมากๆ 10 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2009

จนถึงเวลานี้ ทัพ “เจ้าบุญทุ่ม” พ่ายเพียงแค่เกมเดียวก็ตาม เพราะด้วยสกอร์ที่มันไม่ขาดมากนัก มันทำให้เกมเลกสองไม่สามารถการันตีอะไรได้มากนัก แต่ก็แน่นอนคือสถานการณ์ของ บาร์ซ่า ยังดีกว่าเยอะ เพียงแต่ก็ต้องไม่ลืมว่า แมนฯ ยูไนเต็ด ก็เพิ่งบุกไปเอาขนะ “เปแอสเช” มาได้ในเกมรอบที่แล้ว,

อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ก็สามารถทุบ เรอัล มาดริด ถึงถิ่น ซานติอาโก เบร์นาเบว หรือแม้แต่ บาร์เซโลน่า เองก็เพิ่งถูก โรม่า โค่นในรอบก่อนรองชนะเลิศเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมานี่เอง

ฉะนั้นเชื่อว่า ปาฏิหารย์ แมนฯยู บาร์ซ่า ก็เจอประสบการณ์นั้นมากับตัว แถมในฤดูกาลนี้ ก็มีเหตุการณ์โกงความตายมาแล้วในรอบที่ผ่านมา คาดว่า บาร์เซโลน่า ที่มี ลิโอเนล เมสซี่ คงจะไม่ประมาทในเกมเลกสองอย่างแน่นอน