หงส์แดง ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ ลุ้นกันใจหายใจคว่ำสำหรับแฟนบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และอาจจะรวมถึงแฟนบอลทีมอื่นๆ ที่ไม่ได้เป็นสาวก “หงส์แดง” หลังทัพ “เรือใบ” บุกเอาชนะ เบิร์นลี่ย์ ไปอย่างสุดเสียว 1-0

ประตูชัยที่เกิดขึ้นของ เซร์คิโอ อเกวโร่ ก็ดันมาเกิดขึ้นจาก โกล ไลน์ เทคโนโลยี เรียกได้ว่าเฉียดฉิวจริงๆ ขณะที่เมื่อวันศุกร์ โปรแกรมของ ลิเวอร์พูล นั้นสบายสุดๆ พอลงไปเตะจริงก็เล่นกันได้อย่างง่ายดาย เปิดรังถล่ม ฮัดเดอร์สฟิลด์ ไป 5-0 โยนความกดดันมาทางฝั่ง “เรือใบสีฟ้า”

สังเกตได้วาเกมนี้ ผู้เล่นของ แมนฯ ซิตี้ และตัวกุนซือ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า กดดันขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ก่อนเกมอาจจะดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย เพราะ เบิร์นลี่ย เองในฤดูกาลนี้ 2 เกมที่เจอกันทั้งในลีก และ เอฟเอ คัพ โดน “เรือใบ” ยิงไปนัดละ 5 ประตู แต่ทำไปทำมาเริ่มไม่ใช่ พวกเขาบุกไปเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมร่วมเมืองได้เมื่อกลางสัปดาห์

แต่กำลังจะเอาแต้มมาทิ้งน้ำในเกมนี้ พวกเขาถูก เบิร์นลี่ย์ ตั้งรับลึก และปิดพื้นที่ในกรอบเขตโทษเอาไว้แน่น ด้วยการใช้ผู้เล่นหลายตัวไปยืนปิดช่องเอาไว้ ช่วงหลังทีม เบิร์นลี่ย์ เองก็ทำผลงานได้ค่อนข้างดี ชนะได้ถึง 3 จาก 4 เกมก่อนหน้า และในแมตช์นี้ก็เริ่มต้นได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน ทำให้เกมบุก แมนฯ ซิตี้ อึดอัดไปหมด แม้ว่าก่อนเกม พวเขาจะรอดตกชั้นอย่างเป็นทางการแล้ว จากที่ คาร์ดิฟฟ์ ไปแพ้ ฟูแล่ม 0-1 พรีเมียร์ลีก เมื่อวันเสาร์

แต่พวกเขาก็ยังเล่นแบบไม่ต้องการแพ้ และไปตามแท็กติกรถบัสของตัวเอง กลับกันเป็น แมนฯ ซิตี้ ที่ช่วงหลังเริ่มต้องเป็นฝ่ายเตะทีหลัง ลิเวอร์พูล เริ่มจะหาทางเจาะไม่เข้า บางทีก็เสียบอลกันเองแบบน่าหงุดหงิด แน่นอน เรื่องของเกมบุก เบิร์นลี่ย์ มันไม่ได้เป็นอันตรายอะไรให้กับพวกเขาเลย จนครบ 90 นาที เจ้าถิ่นมีโอกาสทำประตูไปเพียง 2 ครั้งเท่านั้น แถมยังไม่เข้ากรอบอีกด้วย

แมนฯ ซิตี้ เบิร์นลี่ย์

ปัญหาคือ แมนฯ ซิตี้ เจาะไม่เข้า

ไม่ว่าจะออกขวาหรือซ้าย ยิงในกรอบก็ติด ยิงนอกกรอบไม่ถูกบล็อกก็ยิงออกเอง ทำให้พวกเขาเริ่มเครียดเหมือนกันอย่างไรก็ตาม นี่เป็นบทพิสูจน์สำหรับพวกเขาของจริง ว่าเมื่อเจอทีมที่มาเพื่อ 1 คะแนนแบบนี้ จะสามารถเอาบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้สักครั้งหรือไม่

และยิ่งเป็นสถานการณ์ที่กดดัน พวกเขารู้ดีว่าถ้าเสมอในเกมนี้ โอกาสการคว้าแชมป์ จะกลับไปอยู่กับ ลิเวอร์พูล ทันที และด้วยฟอร์มการเล่นที่ผ่านมาพวกเขาชนะมาได้อย่างต่อเนื่อง ผ่านทั้ง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ แมนฯ ยูไนเต็ด จะมาสะดุดกับทีมอย่าง เบิร์นลี่ย์ ได้อย่างไร

ซึ่งพวกเขาก็สามารถพิสูจน์ให้เห็น ว่าทีมสามารถไปไกลได้ถึงแชมป์ ด้วยฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวาในเรื่องผลคะแนน ครึ่งหลัง รูปเกมไม่ได้เปลี่ยนอะไรจากเดิม แต่พวกเขาทำผลงานกันได้ดีขึ้น โอกาสยิงมากกว่าเดิม และเข้าใกล้ในการเป็นประตูมากขึ้นด้วย สุดท้ายเมื่อผ่านมา 1 ชั่วโมง กับ 3 นาที ก็มาเจาะประตูขึ้นนำได้ 1-0 จาก โกล ไลน์ อย่างที่บอกเอาไว้

โกล ไลน์

จริงๆ แล้วเกมแบบนี้นี่แหละ มันยากกว่าแมตช์ที่จะต้องเจอกับทีมใหญ่เสียอีก โดยเฉพาะทีมอย่าง แมนฯ ซิตี้ ที่ต้องอาศัยการเข้าทำอย่างรวดเร็ว เปิดพื้นที่ด้านข้างประตูเยอะๆ เมื่อพวกเขาได้เจอกับทีมใหญ่ๆ เหมือนกัน คู่แข่งอาจจะมีบุกใส่ หรือจังหวะที่หลังลอย แต่ถ้าพบกับทีมที่มาหวังเพื่อ 1 คะแนน มันแน่นอนว่าพวกเขายืนตั้งรับไว้อย่างเดียว มันก็ไม่เป็นปัญหากับการได้หนึ่งคะแนน

ประตูที่ “เรือใบสีฟ้า” ได้ไป มันอาจจะไม่ได้เป็นลูกยิงที่ยอดเยี่ยม สวยงามอะไรมากมาย แต่มันส่งผลถึงความกดดันที่น้อยลงไปของพวกเขา แม้ว่าสุดท้ายจะต้องลุยกันอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกเดียวอะไรมันก็เกิดขึ้นได้ แต่มันก็ทำให้เล่นกันง่ายขึ้นทีเดียว จริงๆ ช่วงก่อนหน้านั้น ซิตี้ ก็เกือบได้ลูกจุดโทษ หลังจากที่เบิร์นลี่ย์ ไปทำเสียแฮนด์บอลในเขตโทษ ซึ่งมันโดนแขนชัดเจน แต่ผู้ตัดสิน ไม่ได้เป่า ไม่อย่างนั้น พวกเขาคงจะเล่นง่ายกว่านี้เยอะ

เบิร์นลี่ย์

เกมจบที่ประตูเดียว ประตูโทนของ กุน

ส่งให้พวกเขาเข้าสู่ 2 เกมสุดท้าย ด้วยการนำเป็นจ่าฝูง มีแต้มเหนือ ลิเวอร์พูล 1 คะแนนอีกครั้ง เป็น 3 คะแนนที่ได้มาอย่างยากลำบาก แต่สุดท้ายพวกเขาก็ยังทำได้ ซึ่งมันส่งผลกับ ลิเวอร์พูล ในเกมถัดไป เนื่องจากพวกเขาจะต้องเตะก่อนอีกครั้ง แถมยังไม่ได้เป็นงานที่ง่ายนัก เมื่อจะต้องบุกเยือน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทีมของ ราฟาเอล เบนิเตซ

ราฟาเอล เบนิเตซ

ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ เองก็ยังวางใจไม่ได้ โจทย์ของพวกเขาคือต้องเก็บ 6 แต้มเต็มในอีก 2 นัดที่เหลือ เท่ากับว่าพวกเขาจะต้องเปิดบ้านชนะ เลสเตอร์ และปิดท้ายด้วยการบุกชนะ ไบรท์ตัน เพื่อคว้าแชมป์ เหลืออีก 6 คะแนนให้ทั้งสองทีมได้เก็บ ถ้านัดรองสุดท้ายนี้ ลิเวอร์พูล ดันไปสะดุดกับ “สาลิกาดง” เสียก่อน

จะทำให้สถานการณ์การลุ้นแชมป์มันแทบจะแบเบอร์ เป็นของ แมนฯ ซิตี้ ไปในทันที แต่ถ้าสถานการณ์กลับกัน หาก ลิเวอร์พูล เก็บชัยชนะได้ในเกมถัดไป แต่ แมนฯ ซิตี้ ดันไปสะดุดเสมอกับ เลสเตอร์ จะเป็นอะไรที่เรียกว่าพลิกตาละปัตรกลับมาทาง “หงส์แดง” ในทันที เกมนัดที่ 37 ของทั้งสองทีม

มันน่าสนใจตรงที่มีผู้ที่เกี่ยวข้องกับ ลิเวอร์พูล เต็มไปหมด ด้าน “หงส์แดง” จะต้องไปเยือนทีมของ เบนิเตซ ซึ่งเจ้าตัวประกาศชัดแล้วว่าแม้ปัจจุบันจะรอดตกชั้นไปแล้ว แต่ก็จะเต็มที่ในเกมนี้แน่นอน ขณะที่ ซิตี้ จะได้พบกับทัพ “จิ้งจอก” ที่ปัจจุบันมี เบรนแด็น ร็อดเจอร์ส เป็นผู้จัดการทีม

ซึ่งกุนซือคนก่อนหน้าของ ลิเวอร์พูล ก็คือ “บีร็อด” ผู้นี้นี่แหละ ซึ่งทาง เลสเตอร์ เองก็กำลังลุ้นพื้นที่อันดับ 7 ไปเล่นฟุตบอล ยูโรปาลีก ในซีซั่นหน้าอยู่ด้วย และช่วงหลังๆ พวกเขาก็ทำผลงานได้ดีเลยทีเดียว ถ้าพูดเอาขำๆ ในสัปดาห์นี้ เป็นการเล่นแบบ 3 รุม 1 อยู่เหมือนกัน แต่สุดท้ายแล้วยังคงเชื่อว่าทั้ง 4 ทีมจะเล่นกันอย่างเต็มที่แน่นอน

ไม่ว่าจะเป็น นิวคาสเซิ่ล ที่รอดตกชั้นไปแล้ว หรือจะเป็น เลสเตอร์ ที่มีกุนซือเป็นนายเก่า “หงส์แดง” เลสเตอร์ ในยุค โคล้ด ปูแอล สามารถเอาชนะ แมนฯ ซิตี้ ได้พลิกความคาดหมายในฤดูกาลนี้ เป็นหนึ่งใน 4 เกมที่พ่ายแพ้ในลีกของ ซิตี้

เลสเตอร์

เชื่อว่าแฟน “หงส์แดง” ก็คงหวังว่าเหตุการณ์แบบนั้นจะเกิดขึ้นอีกครั้ง แต่ที่สำคัญพวกเขาก็ต้องเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ให้ได้ก่อน เพราะถ้าเกิดสะดุดขึ้นมา ต่อให้ ซิตี้ จะชนะหรือแพ้ ก็จะยังอยู่ในอันดับจ่าฝูงไปจนถึงนัดสุดท้ายเช่นเดิม เว้นแต่ว่าจะแพ้ขาดจนลูกได้เสียไปน้อยกว่า ลิเวอร์พูล เท่านั้น

ส่วนตัวยังเชื่อว่า ทั้ง แมนฯ ซิตี้ และ ลิเวอร์พูล จะเก็บชัยชนะได้ทั้งสองทีม แต่อาจจะไม่ได้เป็นการเก็บ 3 คะแนนอย่างสวยหรูนัก ก่อนจะไปวัดสถานการณ์กันในเกมสุดท้าย ตรงจุดนี้ต้องบอกว่าสาวก “เดอะ ค็อป” อย่าเพิ่งหมดหวัง ยังเหลือเวลาบนสนามอีก 180 นาที โดยมึทาง เวนเกอร์อดีตยอดโค้ชปืนใหญ่ออกมาฟันธงว่าหงส์อาจว่าวอีกปี

เหลือเวลาอีก 2 สัปดาห์ ยังมีอีก 2 เกมให้ได้ตามลุ้นตามแช่ง ตราบใดที่ยังมีหวัง หงส์แดง ลุ้นแชมป์ พรีเมียร์ ต้องมีความเชื่อว่า แมนฯ ซิตี้ จะเกิดการสะดุดในเกมใดเกมหนึ่ง และทีม “หงส์แดง” เอง ก็จะสามารถเก็บชัยได้ในอีก 2 เกมที่เหลือ

แต่ถ้าไม่ได้จริงๆ ก็รอกันต่อในปีหน้า หลายๆ คนอาจจะบอกว่าต้องรออีกแล้วเหรอ 30 ปีแล้วนะ! แต่เชื่อเถอะครับ ถ้า ลิเวอร์พูล ยังคงมี เจอร์เก้น คล็อปป์ และทีมยังมีโครงสร้างที่ดีแบบนี้ พวกเขาจะได้ลุ้นแชมป์ทุกปีอย่างแน่นอน เชียร์กันได้ยาวๆ ครับ ไม่ต้องห่วง ปีหน้าก็มาอีกแน่