แมนฯซิตี้ ครองแชมป์ พรีเมียร์ลีก สำเร็จแต่แฟนบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในบ้านเรามีกันน้อยนะครับ เลยไม่แปลกที่พวกเขาได้แชมป์ลีกสูงสุด แล้วคนจะไม่ค่อยอินเท่าไหร่

แต่ถ้าคิดกันเล่นๆ ว่าถ้าเป็น ลิเวอร์พูล คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก นอกจากจะรอคอยกันมา 30 ปีแล้ว ยังมีแฟนบอลชาวไทยเป็นจำนวนมากที่เป็นสาวก “เดอะ ค็อป” มันจะต้องมีความฮือฮาเกิดขึ้นแน่นอน

อาจจะถึงขั้นมีจัดกิจกรรมเลี้ยงฉลองการเป็นแชมป์ลีก บรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายก็จะหาอะไรต่างๆ เข้ามาเพื่อโปรโมทแบรนด์ตัวเอง อาจจะถึงขั้นมีอัญเชิญถ้วยจากประเทศอังกฤษ มาไว้ที่แผ่นดินสยามกันเลยทีเดียว แต่จนแล้วจนรอด ทุกๆ อย่างก็ไม่เกิดขึ้น กลายเป็น “เรือใบสีฟ้า

แมนเชสเตอร์ ซิตี้

ที่มีแฟนบอลน้อยนิด แม้ช่วงหลังๆ จะมีแฟนเยอะขึ้นเพื่อเอาใจช่วยเป็นพิเศษจากแฟนบอลบางทีมเข้ามาเพิ่มเติม เป็นฝ่ายคว้าแชมป์ไป แต่กว่าที่ แมนฯ ซิตี้ จะได้แชมป์ 2 สมัยติดต่อกัน มันก็ไม่ใช่เรื่องง่าย แม้ว่าเราจะเห็นพวกเขาชนะเป็นกอบเป็นกำ 2 ซีซั่น กดไป 198 คะแนน แต่ลึกๆ แล้วกว่าจะได้มาซึ่งตรงนี้ ต้องบอกว่ามันก็มาเป็นขั้นเป็นตอนมากๆ และบ่มเพาะมายาวนานพอตัว หลายๆ คนอาจจะคิดว่า แมนฯ ซิตี้ เป็นทีมที่สร้างด้วยเงิน มีเจ้าของรวย ทุ่มซื้อนักเตะมาเป็นกอบเป็นกำ

จริงอยู่ที่มันเป็นแบบนั้น แต่แค่รวยอย่างเดียวมันก็ไม่สามารถซื้อความสำเร็จได้ วันนี้จะมาวิเคราะห์ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับ แมนฯ ซิตี้ บ้าง ในการก้าวสู่ความยิ่งใหญ่ ทำให้เมือง แมนเชสเตอร์ เป็นสีฟ้าได้อีกหนึ่งครั้ง

1.แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้เป็นทีมตกถังข้าวสารธรรมดา

ทีมเศรษฐี

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงของ เดอะ ซิติเซ่นส์ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันมาจากการที่ ชีค มานซูร์ บิน ซาเยด อัล นาห์ยาน คนใหญ่คนโตในสหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ เข้ามาซื้อกิจการของสโมสร ใช้เงินตัวเองปลดภาระหนี้สินของทีม และซื้อความสำเร็จในรูปแบบนักเตะ เข้ามามากมาย แต่นั่นไม่ได้ส่งผลให้พวกเขาประสบความสำเร็จ

มีหลายต่อหลายทีมที่มีเศรษฐีเข้ามาซื้อสโมสรฟุตบอล แต่ก็ไปได้ไกลไม่เท่ากับ ซิตี้ นั่นเพราะ ชีค มานซูร์ ไม่ได้มาเล่นๆ ไม่ได้มาเพื่อครอบครองกิจการเพื่อทำธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่เขามาเพื่อสร้างมันอย่างจริงจัง เหมือนที่เขาทำธุรกิจอื่นๆ ที่เคยทำมา จนกลายเป็นมหาเศรษฐีแบบในตอนนี้

มิสเตอร์ ชีค ไม่ได้เป็นเจ้าของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เพียงแค่ทีมเดียว แต่เขาสร้างกลุ่ม ซิตี้ ฟุตบอล กรุ๊ป ขึ้นมา และก่อตั้งสโมสรครอบคลุมหลายทวีป ไม่ว่าจะเป็น นิวยอร์ค ซิตี้ เอฟซี, คลับ แอตเลติโก ตอร์เก้ (อุรุกวัย) และ เมลเบิร์น ซิตี้ เอฟซี นอกจากนั้นยังเริ่มเข้าไปมีหุ้นในสโมสรดังอย่าง โยโกฮาม่า เอฟ. มารินอส และ กิโรน่า ในสเปน

และยังก่อตั้งอคาเดมี่ เป็นกิจจะลักษณะ ใช้กลุ่มที่ชื่อว่า ซิตี้ เป็นตัวนำ และยังแยกแขนงดูเรื่องมาร์เก็ตติ้งอีกด้วย พูดมาถึงขนาดนี้จะเห็นได้ว่าพวกเขาเอาจริง กับการทำงานธุรกิจฟุตบอลจริงๆ

2.การเข้ามาของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

นับตั้งแต่ โรแบร์โต้ มันชินี่ คว้าแชมป์ พรีเมียร์ลีก ครั้งแรกให้กับสโมสร จนมาถึง มานูเอล เปเยกรินี่ ที่ปาดหน้า ลิเวอร์พูล เป็นแชมป์ จะเห็นได้ว่า พวกเขาไม่สามารถยืนระยะได้จากการไม่สามารถป้องกันแชมป์ได้ หลังจากปี 2014 ก็ใช้เวลาอีกหลายปี เพื่อจะได้ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เข้ามาคุมทีม

แน่นอนว่า “เรือใบสีฟ้า” ไม่รีรอที่จะแต่งตั้งกุนซือชาวสเปนเข้ามาในทีม หลังจากที่เขาตัดสินใจแยกทางกับ บาเยิร์น มิวนิค และมันก็เป็นจุดเริ่มต้นของมาตรฐานที่เราเห็นกันในวันนี้ เป๊ป เข้ามาอยู่ในถิ่น เอติฮัด สเตเดี้ยม ไม่ได้มาคุมๆ ให้ครบสัญญา แล้วก็ไป เขาดึงทีมงานชาวสเปนมาทั้งดุ้น ตั้งแต่ผู้อำนวยการ ไปจนถึงโค้ชฟิตเนส โดยเก็บ ไบรอัน คิดด์ ที่เป็นคนเก่าคนแก่ของทีมไว้คนเดียว

เป๊บทำงานเป็นระบบนะครับ การเอาคนสเปนเข้ามา มันทำให้คุยสื่อสารอะไรกันง่าย แน่นอนว่าภาษาอื่นๆ เขาก็พูดได้ แต่การมีคนข้างกายเป็นคนชาติเดียวกัน มันดีกว่าชาวต่างชาติอยู่แล้ว ขณะที่ฟุตบอลในแบบ เป๊ป คือการสร้างความสำเร็จอย่างแท้จริง ระบบของเขาถูกนำมาปรับใช้กับทีม แน่นอนว่าการมาเปลี่ยนสไตล์การเล่น กับทีมๆ หนึ่งที่มีนักเตะ 20 กว่าคนในการดูแล

มันไม่ได้เป็นเรื่องง่าย และไม่สามารถทำในฤดูกาลแรกให้สำเร็จได้ เราจะเห็นว่าในซีซั่นแรก แมนฯ ซิตี้ จะค่อนข้างเสียประตูกันง่าย เพราะนักเตะยังไม่สามารถทำตามที่ระบบอยากให้เป็นได้ 100 เปอร์เซนต์ แต่เมื่อกาลเวลาล่วงเลยไป สุดท้ายระบบต่างๆ มันก็สามารถจูนกันติด เราก็เลยได้เห็นฟุตบอลที่สวยงามตบอดฤดูกาล การเล่นของ แมนฯ ซิตี้ ไม่ได้เหมือนกับ บาร์เซโลน่า และ บาเยิร์น มิวนิค นะครับ เพียงแต่มันมีกลิ่นอายคล้ายๆ กัน

เป๊ป เองไม่ได้เอาระบบการเล่นของ บาร์เซโลน่า มาใส่กับ บาเยิร์น และ แมนฯ ซิตี้ แต่เขาเอามาปรับให้เข้ากับฟุตบอลของนักเตะที่มี และปรับให้เข้ากับลีกนั้นๆ นี่คือความอมตะที่เกิดขึ้นในระบบของ เป๊ป คือไม่ว่าเขาจะไปอยู่ไหน ก็จะใช้การเล่นแบบนี้ได้อย่างไร้เทียมทานนั่นเอง

นี่ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องความใส่ใจของนักเตะ อย่างกรณีของ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ที่เข้ามาแบบกระท่อนกระแท่น ซึ่ง เป๊ป เองก็ได้เข้ามาคุย เข้ามาปรึกษาถึงปัญหาที่มันเกิดขึ้น และได้ให้ มิเกล อาร์เตต้า ประกบติวซ้อมเป็นพิเศษ เราถึงได้เห็นความพัฒนาของนักเตะรายนี้

ยังรวมไปถึงกรณีของ ดาบิด ซิลบา ที่ต้องบินกลับไปหาครอบครัวเมื่อฤดูกาลที่แล้วเป็นประจำกับปัญหาที่เกิดขึ้น เป๊ป และบอร์ดบริหาร ก็ดูแลเป็นอย่างดี อนุญาตให้กลับไปได้เสมอ โดยไม่ต้องมาปรับเงินหรือโดนดรอปเป็นสำรองอะไร เมื่อแข้งชาวสแปนิชกลับมา ก็ได้โอกาสลงสนามต่อทันที

3.คนรวยที่ใช้เงินเป็น

คนรวย

ซีซั่นแรกของ เป๊ป เขาเลือกซื้อนักเตะที่ต้องการได้มาส่วนหนึ่ง นำมาโด และพร้อมขายและปล่อยนักเตะที่ไม่ได้ใช้ออกไป หวยก็มาออกที่ เอดิน เชโก้ และ สเตฟาน โยเวติช ซึ่งขายถูกมากๆ

เรื่องความสำเร็จใน พรีเมียร์ลีก แน่นอนว่าเขาโดนรับน้องอย่างแรง แต่การผ่าตัดทีมสักทีมหนึ่ง มันใช้เวลาในซีซั่นเดียวไม่ได้ ฤดูกาลที่สองจึงบังเกิด กุนซือสมองเพชรเลือกนักเตะน่าจับตามองอีกหลายคน และคราวนี้ซื้อแบบคุณภาพ นำมาโดย แบร์นาโด้ ซิลวา

แบร์นาโด้ ซิลวา

แต่ที่น่าสนใจคือนักเตะที่ เป๊ป ปล่อยออก ในซัมเมอร์ปี 2017 นักเตะที่ถูกนำออกรวมทั้งสิ้น 12 คน (นับเฉพาะทีมชุดใหญ่) และเป็นการปล่อยฟรีถึง 5 คน แข้งที่ขายแพงที่สุดคือ เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ แค่ 25 ล้านปอนด์เท่านั้น

พวกเขามีทุนหนุนหลัง และไม่กลัวที่จะขายขาดทุน ซื้อเข้ามาเยอะ ปล่อยออกแบบไม่มีกำไร แต่มันไม่ได้ทำให้พวกเขาดูเหมือนพวกทีมเศรษฐีทั่วไป เพราะนักเตะที่ซื้อเข้ามา ไม่ได้เป็นแข้งเทวดา และไม่ต้องทุ่มค่าเหนื่อยก้อนโตเพื่อดึงนักเตะเหล่านั้นเข้ามา

ไม่มีผู้เล่นคนในที่ย้ายเข้ามาอยู่ในช่วง เป๊ป แล้วได้ค่าเหนื่อยมากกว่า เควิน เดอ บรอยน์, ดาบิด ซิลบา และ เซร์คิโอ อเกวโร่ มีนักเตะที่ค่าเหนื่อยระดับ 1 แสนแต่ไม่เกิน 2 แสนอยู่ราวๆ 10 คนเท่านั้น นี่คือการบาลานซ์ค่าจ้างของสโมสรได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญมันไม่ทำให้เกิดความเคืองขุ่นในห้องแต่งตัวด้วย

มาถึงเรื่องค่าตัวกันบ้าง แฟนบอลบ้านเราจะชอบพูดกันว่า แมนฯ ซิตี้ เป็นทีมใช้เงิน ใช่ครับพวกเขาใช้เงินซื้อนักเตะมากมาย และปล่อยออกถูกๆ อย่างที่บอกไป แต่ถ้าไปไล่เรียงการใช้เงินต่อนักเตะแต่ละบุคคล กลายเป็นว่าทีมใช้เงินไม่ได้แพงมากเลย ผู้เล่นที่แพงที่สุดในการซื้อของ เป๊ป คือคนล่าสุดที่เขาซื้อก็คือ ริยาด มาห์เรซ 60 ล้านปอนด์

ซึ่งในกรณีของ มาห์เรซ นี่เขาซื้อในยุคที่เงินฟุ้งเฟ้อในตลาดนักเตะ ผู้เล่นที่มีการย้ายทีมหลัง เนย์มาร์ ไป ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ค่าตัวจะเพิ่มขึ้นมาจากเดิมเห็นเรื่องธรรมชาติ ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า แมนฯ ซิตี้ ซื้อนักเตะที่กุนซือเรียกร้อง มาในแบบชาญลาด ไม่ได้ทุ่มมากไปนัก เหมือนบางทีมที่ซื้อคนๆ เดียว 80-90 ล้าน

องค์ประกอบรวมกันนั้นมันส่งผลให้ทีมออกมาสมบูรณ์แบบ เก็บ 198 แต้มในเวลาเพียง 2 ฤดูกาล มันเป็นที่มีของความสำเร็จต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซีซั่นนี้ พวกเขากำลังลุ้นทริปเปิ้ลแชมป์ในประเทศ ซึ่งโอกาสทำได้สูงเสียด้วย เพราะนัดชิง เอฟเอ คัพ พวกเขาจะพบกับ วัตฟอร์ด ซึ่งชื่อชั้นอ่อนกว่า แต่นัดชิงก็ไม่ได้การันตีอะไรขนาดนั้นเกมนัดเดียวอะไรก็เกิดขึ้นได้ ฉะนั้นพวกเขาก็ต้องเต็มที่เหมือนกัน

แมนฯซิตี้ ครองแชมป์ พรีเมียร์ลีก เหลืออีกหนึ่งเป้าหมายที่ทีมและรวมถึงตัว เป๊ป ยังหวังที่จะก้าวไปให้ถึง นั่นคือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ส่วนการแข่งขันในประเทศ ก็จะยิ่งยากขึ้นไปอีก เมื่อทีมอื่นๆ ที่อยู่ด้านล่าง รวมถึง ลิเวอร์พูล ที่ตามหลังมาติดๆ ที่เวนเกอร์เคยฟันธงไว้ว่าหงส์จะพลาดแชมป์ไปเองทั้งที่เล่นดี ก็จะไม่ยอมที่จะให้พวกเขาอยู่บนจุดสูงของประเทศได้อีกเป็นหนที่ 3 แน่

มาดูกันต่อไปว่า “เรือใบสีฟ้า” จะสร้างประวัติศาสตร์ของตัวเอง และจะสามารถยึดเมืองแมนเชสเตอร์ ให้เป็นสีฟ้าแบบนี้ต่อไปอีกนานขนาดไหน